ทางโลก’ปฏิรูปตำรวจ’ ทางธรรม’ปฏิรูปคณะสงฆ์’

News

ทางโลก’ปฏิรูปตำรวจ’ ทางธรรม’ปฏิรูปคณะสงฆ์’ สัปดาห์นี้ขอพูดถึงโจทย์ยากในการปฏิรูปประเทศ ที่ทางโลกต้อง “ปฏิรูปตำรวจ” ส่วนทางธรรม “ปฏิรูปคณะสงฆ์” ว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่?

ถ้าจะกล่าวถึง “การปฏิรูปประเทศ” ที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมี 11 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

นับเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสยิ่ง!! เพราะปัญหาทั้งมวลนี้ไม่ได้รับการแก้ไขในเชิงโครงสร้างมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งการแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและไม่ถูกวิธี เป็นเพียงแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในลักษณะ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ไปเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ถูกปกปิดซ่อนเร้นเป็นขยะใต้พรม จึงมีการสะสมหมักหมมจากปัญหาธรรมดาจนกลายเป็น “อภิมหาปัญหาอมตะนิรันดร์กาล” ดังที่ปรากฏให้รับรู้กันอยู่ในปัจจุบัน

หากจะปฏิรูปประเทศให้มีความสำเร็จลุล่วงทั้ง 11 ด้าน เมื่อลองไล่นับนิ้วมือดูก็คงต้องใช้ระยะเวลายาวนานเป็นชั่วอายุคน เพราะเรื่องและประเด็นที่จะปฏิรูปกันในแต่ละด้าน มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

สาเหตุของปัญหาทั้งมวลสามารถกล่าวได้ว่า ล้วนเกิดจากน้ำมือของคนในชาติกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชน ต่างล้วนเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาร่วมกันในลักษณะต่างๆ นานา จะมากบ้างหรือน้อยบ้างขึ้นอยู่กับภูมิหลังของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานครอบครัว พื้นฐานการศึกษา พื้นฐานทางสังคม ทักษะการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ

ถ้าจะพิจารณาถึงความจำเป็นและเร่งด่วนของ “การปฏิรูปประเทศ” ในลำดับต้นๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของปัญหาที่มีต่อประชาชนในวงกว้างเป็นสำคัญ เริ่มจาก การปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โดยเริ่มที่ “การปฏิรูปตำรวจ” เป็นลำดับแรก และการปฏิรูปประเทศด้านสังคม โดยเริ่มต้นที่ “การปฏิรูปคณะสงฆ์” เป็นลำดับแรก

“การปฏิรูปตำรวจ” เพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนและประเทศชาติ จะต้องปฏิรูปตั้งแต่โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กรตำรวจให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ระดับท้องที่อย่างแท้จริง หน่วยงานที่มีภารกิจซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องสังกัดอยู่กับองค์กรตำรวจควรโอนย้ายไปสังกัดอยู่กับองค์กรรัฐอื่นที่มีเนื้องานสัมพันธ์กัน อาทิ ตำรวจจราจร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟ ฯลฯ

หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่การสอบสวนควรโอนย้ายไปสังกัดอยู่กับองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม ด้วยเหตุที่ลักษณะการปฏิบัติงานของตำรวจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างใกล้ชิดในชีวิตประจำวันเกือบทุกเรื่องในฐานะที่เป็นผู้รักษากฎหมายและผู้บังคับการใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หาก “การปฏิรูปตำรวจ” เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ ปัญหาต่างๆ ขององค์กรตำรวจที่มีอยู่ก็จะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ตำรวจก็จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนและเป็นที่ไว้วางใจจากประชาชนให้สมกับคำว่า “ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

“การปฏิรูปคณะสงฆ์” นั้นมีความสำคัญยิ่งเพราะภิกษุสงฆ์เป็นสาวกของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเป็นภิกษุสงฆ์ในพระธรรมวินัย แต่ในปัจจุบันภิกษุสงฆ์โดยทั่วไปไม่ได้ศึกษาพระธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ มีการประพฤติปฏิบัติล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ 227 ข้อซึ่งแสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงต่อพระพุทธองค์ ภิกษุสงฆ์ที่ล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัย จึงเป็นเพียงอลัชชีหรือภิกษุทุศีล ซึ่งขึ้นอยู่กับอาบัติที่ได้กระทำไว้ ชาวพุทธจึงทำบุญด้วยความไม่สนิทใจและเสื่อมศรัทธาต่อกิจการสงฆ์มากยิ่งขึ้น

“การปฏิรูปคณะสงฆ์” จึงต้องเริ่มต้นปฏิรูปกันตั้งแต่โครงสร้างการบริหารจัดการขององค์กรปกครองคณะสงฆ์ เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เพื่อให้มีการบริหารจัดการกิจการสงฆ์สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและถูกต้องตามกฎหมายคณะสงฆ์ มิเช่นนั้นแล้วองค์กรปกครองคณะสงฆ์ และกิจการของคณะสงฆ์จะไม่ได้รับความศรัทธาจากชาวพุทธ ไม่เป็นเนื้อนาบุญของชาวพุทธอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปคณะสงฆ์จึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป

แท้ที่จริงแล้ว “การปฏิรูปประเทศ” ด้านสังคมในเรื่องปฏิรูปการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นปฐมบทของการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน เนื่องจากการศึกษามีความสำคัญในการสร้างคนและพัฒนาคนให้เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้มีหลักคิดที่ถูกต้องและไม่บกพร่องในจิตสำนึกแก่คนในชาติตั้งแต่วัยเด็ก วัยเยาวชน วัยผู้ใหญ่และวัยชรา ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต

“การปฏิรูปการศึกษา” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2542 ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 18 ปีแล้วยังไม่มีความก้าวหน้าและสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากยังไม่รู้โจทย์ที่แท้จริงของ “ปัญหาการศึกษา” ที่มีอยู่ส่งผลให้ไม่เข้าใจโจทย์จึงไม่สามารถตีโจทย์และตอบโจทย์การศึกษาของชาติได้

เอาแค่เด็กมีปัญหาในการอ่านเขียนภาษาไทยที่มีจำนวนไม่น้อยจะเรียนวิชาอื่นๆ รู้เรี่องได้อย่างไร ปัญหาประการหนึ่งที่เด็กไม่รักการอ่านเป็นเพราะอ่านหนังสือไม่ค่อยออก ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนที่ให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือการปฏิรูปการศึกษาที่มองข้ามการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยไม่ได้สอนตามวิธีการของหลักภาษาไทย

“การปฏิรูปการศึกษา” ของชาติยากที่จะสำเร็จลุล่วงได้

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์